10 หนังคุณภาพน่าดู รอชิงออสการ์ 2022

เหลือเวลาไม่ถึง 1 เดือนเศษการประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 94 ก็จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ ขวยปีที่ผ่านสถานการณ์โควิดอาจจะยังไม่คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น แต่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็จำเป็นต้องเดินหน้าต่อไป ไม่สามารถรีรอได้เหมือนปี 2020 อีกแล้ว ในช่วงปี 2021 มีหนังดีมีคุณภาพมากมายเข็นออกมาฉายโรงกันเยอะแยะเต็มไปหมด ทั้งเรื่องกระแสหนังทำเงินหรือหนังดราม่าเร้าอารมณ์ที่ชนะใจนักวิจารณ์หลากหลายเวที ภาพรวมของออสการ์ปีนี้น่าตื่นเต้น เพราะมีหนังหลากหลายแนวที่โดนใจคณะกรรมการติดโผ ไม่ว่าจะเป็นหนังสงครามมหากาฬไซไฟ, หนังดราม่าค้นหาความหมายของชีวิต หนังดราม่าที่อิงเนื้อหาจากชีวิตจริง, หนังรีเมคย้อนยุค

หนังแทบทุกเรื่องที่ติดโผออสการ์ในปีนี้มี Message ที่คมคายเทคนิคการเล่าเรื่องสามารถสื่อสารเป็นภาษาสากลมาก เมื่อบวกลบคูณหารแล้วแต่ละเรื่องมีเอกลักษณ์มีลายเซ็นต์ของผู้กำกับชัดเจน ในฐานะที่ทำงานวิจารณ์หนังเราอยากหยิบยก 10 หนังชิงออสการ์ปี 2022 ในดวงใจผู้เขียนเพื่อแบ่งปังเพื่อนๆ ลองมาดูกันว่ามีเรื่องไหนบ้างในลิสต์ที่เราคัดสรรมา

1.The Worst Person In The World

จูลี่ ในวัยใกล้เหยียบ 30 ด้วยความไม่เป็นโล้เป็นพายใจโลเล ยังไม่แน่ใจกับเส้นทางตัวเอง อยู่ดีๆเธอก็ตัดสินใจดร็อปเรียนหมอทั้งที่ความจริงแล้วเกรดเฉลี่ยก็ทำได้ดีมากๆ แล้วออกไปทำงานเป็นช่างภาพมันซะเลย แต่ทว่าชีวิตคู่กับแฟนนักเขียนการ์ตูนที่วัยแตกต่างกัน จนด้วยเคมีที่ทั้งคู่มีทำให้ทั้งสองตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน จนกระทั่งเธอได้พบกับไอวินด์ ที่เธอรู้สึกชอบพอในบทสนทนาที่ทั้งคู่มี แต่ก็พยายามหักห้ามใจไม่ล้ำเส้นกัน

สำหรับ The Worst Person In The World เป็นหนังรักรอมคอม Coming Of Age ที่เนื้อหาตรงใจคนหนุ่มสาวยุคปัจจุบัน กระเทาะเปลือกมุมมองผู้หญิงที่แสว่งหาความรักผู้ชายที่ใช่มาครองในชีวิต ภายใต้ความสัมพันธ์ที่จริงจังสอดแทรกปัญหาชีวิตรักที่ไม่ได้สวยงามมุมมองคนช่วงชีวิตทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา  หนังดูเข้มข้นแต่สนุกสนานมีความตลก ดราม่า ตึงเครียดจนปวดตับกับความรัก โรแมนติก พาคนดูไปสำรวจความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นและสัมผัสถึงความน่ากลัวของความไม่แน่นอนในชีวิต ไม่เว้นแม้แต่เรื่องราวของการค้นหาตัวตน ผสมผสานกับเรื่องราวของความต่างระหว่างวัยและการผันเปลี่ยนของสังคมได้อย่างลงตัว

เข้าชิงออสการ์ 2 สาขา 

2.Spencer

วันหยุดคริสต์มาสปี 1991 เหล่าสมาชิกราชวงศ์อังกฤษต่างเดินทางไปร่วมเฉลิมฉลองวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส ณ พระตำหนักแซนดริ้งแฮม แต่ทว่าเทศกาลอันชื่นมื่นนี้ช่างแตกต่างออกไปสำหรับ ไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเวลส์ที่ในเวลานั้นกำลังเกิดความสับสนในชีวิต จากปัญหาเรื้อรังภายในราชวงศ์และต้องเผชิญกับแรงเสียดทานต่าง ๆ นานาจากสังคมภายนอก เรื่องราวระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 3 วันของสตรีผู้หนี่งที่ชีวิตเคยเริ่มต้นเหมือนเทพนิยายต้องจบลงด้วยความจริงที่แสนเจ็บช้ำ การตัดสินใจที่จะแยกทางจากพระสวามี เจ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมาร และแสดงความประสงค์ที่จะพาโอรสทั้ง 2 ไปเลี้ยงดูให้มีชีวิตเฉกเช่นเดียวกับเด็กสามัญชนทั่วไป เพื่อไม่ให้ถูกบีบบังคับให้ตกอยู่ภายใต้ระบบสถาบันกษัตริย์ คือช่วงเวลาอันยากลำบากที่ประชาชนไม่เคยรับรู้ว่าไดอาน่ารู้สึกอย่างไร รวมถึงการต้องเป็นเป้าสายตาของประชาชนทั้งประเทศและทั่วโลกที่จะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล หนังเรื่องนี้เหมาะกับใคร 

สำหรับ Spencer หากคุณเป็นคอหนังสายรางวัล สายหนังชีวประวัติ คอหนังดราม่าแล้วละก็ไม่ควรพลาดเรื่องนี้ หนังหยิบประเด็นเจ้าหญิงไดอาน่าที่ไม่มีใครเคยพบเห็นมาก่อนมาเล่าเรื่องได้จุกอกเจ็บปวดทรมาน หัวอกความเป็นเจ้าหญิงที่โดนกดขี่ข่มเหงไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรเพราะกฏข้อบังคับมากมาย เนื้อหาดูจะจริงจังแม้บางจุดจะเป็นเรื่องแต่ง แต่บรรยากาศหนังนำพาเรื่องราวไปข้างหน้าได้น่าสนใจ ผู้หญิงแกร่งในสายตาผู้อื่นก็เปราะบางเป็นเหมือนกัน  Kristian Stewert ทำให้หนังทรงคุณค่ามาก

เข้าชิงออสการ์ 1 สาขา

3,West Side Story

หนังดัดแปลงมาจากละครมิวสิคัลในปี 1957 ที่ว่าด้วยเรื่องราวความรักและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในมหานครนิวยอร์ก ระหว่างเด็ดเจ้าถิ่นดับคนละตินที่อพยพมาอาศัย กลายเป็นสังคมแย่งชิงความเป็นใหญ่ของผูมาก่อนและคนมาทีหลัง โทนี่ ชายหนุ่มจากแก๊งเจ็ตส์ ที่เพิ่งพ้นโทษจากคุกมาหมาดๆ เขาตั้งใจจะเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่มีเรื่องราวทะเลาะวิวาทกับใคร และได้มาตกหลุมรักกับ มาเรีย น้องสาวของหัวหน้าแก๊งละตินคู่อริ แม้ว่าจะเต็มไปด้วยความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น แต่ทั้งคู่รักกันจนยากจะถอนตัวไปแล้ว หนังเรื่องนี้เหมาะกับใคร 

สำหรับ West Side Story จัดว่าเป็นหนังมิวสิคัลย้อนยุคที่คอหนังเพลงหรือสายเต้นที่อินกับละครคงถูกใจแน่ๆ เพราะว่าหนังไม่ได้เลียนแบบงานเก่าจากต้นฉบับแต่เล่าเรื่องและตีความแบบใหม่เขาความขัดแย้งของกลุ่มคน 2 ฝั่ง พล็อตเรื่องสื่อสารเรื่องเชื้อชาติการดิ้นรนการต่อสู้ หนังเลยไม่ใช่พล็อตแบบเดิมๆทั่วไป แถมยังมีความละมุนละไมความโรแมนติกอีกด้วย องค์ประกอบที่ปู่ Steven Spielberg ปรุงแต่ง ทำเรื่องดูง่ายเข้าใจไม่ยาก เอาเป็นว่าคุ้มค่าและควรค่าแก่การชมมากๆ

เข้าชิงออสการ์ 7 สาขา 

4.Dune

ตระกูล Atreides ผู้สูงศักดิ์ หลังจากพวกเขาได้เข้ามาปกครองดาวอันรกร้างที่เรียกว่า Arrakis ที่ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเครื่องเทศหายากอันล้ำค่า พวกเขาถูกทรยศ เพื่อเปิดศึกชิงบัลลังก์ แล้วมันก็ตกมาเป็นหน้าที่ของหนุ่มน้อย Paul Atreides ที่จะต้องลุกขึ้นมาต่อต้านการโค่นล่มอำนาจของจักรพรรดิแห่งกาแล็กซี โดยไม่มีอะไรเลย เว้นก็แต่กลุ่มชนเผ่าเร่รอนบนดาวอันรกร้าง โชคชะตาสุดประหลาด และเครื่องเทศแสนหวานที่คอยช่วยเหลือเขา หนังเรื่องนี้เหมาะกับใคร 

สำหรับ Dune นี่คือหนังที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายแนวไซไฟแฟนตาซีสงครามการเมืองที่ตื่นเต้นที่สุดเรื่องหนึ่ง  การถ่ายทอดจากตัวหนังสือมาขึ้นจอได้เป็นอย่างดี ยิ่งใหญ่สมจริง จนสามารถพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่าหนังเล่าเรื่องได้พิถีพิถัน ประดุจงานศิลปะชั้นยอด ทำให้แฟนๆจะได้ซึมซับห้วงอารมณ์ของหนังแบบเต็มอิ่ม ต่อให้ไม่ใช่แฟนนิยายเรื่องนี้ดูแล้วเข้าใจได้ไม่ยาก แต่ต้องอดทนและใจเย็นเพราะหนังก็ไม่ได้เป็นมิตรกับแฟนๆทั่วไปสักเท่าไหร่

เข้าชิงออสการ์ 10 สาขา

5.Drive My Car

ยูซูเกะ นักแสดง ผู้กำกับละครเวทีที่คลุกคลี ละครเวที และการแสดงมาตลอดชีวิต เขาคือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว แต่ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป โอโตะ ภรรยาของเขาก็เสียชีวิตไปแบบกะทันหัน มันคือบาดแผลในชีวิตที่ยากจะลืม ทำให่เขาเลือกจะเดินทางครั้งใหม่เพื่อลบบาดแผลในชีวิต เมื่อมีโอกาสสำคัญในการทำละครเวทีในฐานะผู้กำกับ เขาต้องเดินทางไปยังเมืองฮิโรชิม่า และที่นั้นเองทำให้เราได้เจอเครื่องราวมากมาย รถยนต์สีแดงของเขาได้โชเฟอร์หญิงสาวคนใหม่ มิซากิ มานำพาเขาไปยังที่ต่างๆ จากที่ไม่ถูกชะตาไม่ชอบหน้า กลับกลายเป็นคนที่เข้าอกเข้าใจกันได้แบบรวดเร็ว และละลายพฤติกรรมของกันและกันออกไป หนังเรื่องนี้เหมาะกับใคร 

สำหรับ Drive My Car เป็นหนังญี่ปุ่นคุณภาพที่ควรค่าแก่การดูในโรง หนังจำลองภาพความจริงของสังคมญี่ปุ่นถึงวิถีชีวิตการทำงานผู้คนที่มักจะหมกหมุ่นทำงานหนักสนใจหน้าที่ของตัวเอง จนนำไปสู่ความเจ็บปวด ความเสียใจ จนไม่กล้าปล่อยวางไปไหน การเล่าเรื่องเป็นเส้นตรงดูเป็นความจริงจับต้องได้ ไร้ประเด็นความรักใสๆแบบหนังรักญี่ปุ่น หนังจึงเหมาะกับคอหนังที่ชอบเรื่องราวแบบขนบธรรมเนียบแบบสไตล์คนญี่ปุ่น หรือคอหนังสายดราม่าสายรางวัลหนังดูได้ยาวๆ

เข้าชิงออสการ์ 4 สาขา

6.Nightmare Alley 

หนังดัดแปลงมาจากนิยายของ วิลเลี่ยม ลินด์เซย์ เกรชแฮม เรื่องราวในปี 1946 นักต้มตุ๋นหนุ่มทรงเสน่ห์ผู้ตกอับอย่างสแตนตัน คาร์ไลล์ ชายนักต้มตุ๋นที่ได้เปลี่ยนตัวเองมาเป็นนักแสดงในคาร์นิวัล ผู้กำลังเตรียมแผนการครั้งใหม่ในการต้มตุ๋นมหาเศรษฐีสุดอันตราย โดยมีความช่วยเหลือจากจิตแพทย์หญิงลึกลับ ดร.ลิลิธ ริตเตอร์  ที่อาจจะกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจและอาจนำภัยครั้งยิ่งใหญ่มาสู่ชีวิตของเขา 

สำหรับ Nightmare Alley จัดเป็นหนังจิตวิทยาทริลเลอร์ที่สนุกมาก พล็อตเรื่องนำประเด็นการหลอกหลวงของกลุ่มคน 2 อาชีพที่หากินในสไตล์ที่แตกต่างกันมาเผชิญหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อผลประโยชน์หลอกใช้อีกฝ่ายเป็นเครื่องมือ หนังค่อยๆเล่าเรื่องได้เหนือชั้นกระเทาะเปลือกทัศนคติตัวละคร คนที่ชอบหนังที่มาในสไตล์ซับซ้อนบทหนังเล่นได้มีชั้นเชิง แถมชำแหละความเลวร้ายของผู้คนที่ไม่ว่ายุคสมัยไหนอาชีพไหนก็ทำเพื่อตัวเองและเหยียดอีกฝ่าย เป็นหนังย้อนยุคที่บทหนังตื่นเต้นตลอดเวลาสะกดคนดูได้อยู่หมัด คอหนังที่ชอบสไตล์ย้อนยุค งานภาพสวยๆ บทหนังที่มีชั้นเชิงให้คิดตามน่าจะเทใจให้หนังเรื่องนี้ไปเต็มๆ

เข้าชิงออสการ์ 4 สาขา

7.King Richard

เรื่องจริงที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ทั้งโลก เรื่องราวการเดินทางของ ริชาร์ด วิลเลียมส์ คุณพ่อผู้ไม่ย่อท้อต่อการเลี้ยงดูสองนักกีฬาผู้มีพรสวรรค์พิเศษ จนได้กลายเป็นผู้เปลี่ยนแปลงวงการกีฬาเทนนิสตลอดกาล ทั้งคู่ได้แรงผลักดันจากพ่อผู้เห็นภาพอนาคตของพวกเขาอย่างชัดเจน และเลือกใช้วิธีที่ต่างจากแบบแผนทางสังคม ริชาร์ด วางแผนว่าจะพา วีนัส และ เซเรน่า วิลเลียมส์ ออกจากคอมป์ตัน รัฐแคลิฟอร์เนียสู่การเป็นผู้มีชื่อเสียงแห่งตำนานระดับโลก ภาพยนตร์เต็มไปด้วยความซาบซึ้งที่ถ่ายทอดให้เห็นพลังของครอบครัว ความพยายาม และความเชื่อมั่นที่นำไปสู่ความสำเร็จในเรื่องที่ยากจะเป็นไปได้ และมีอิทธิพลต่อทั้งโลก 

สำหรับ King RIchard เป็นหนังกีฬาดราม่าที่เหมาะสมกับสถาบันครอบครัว เนื้อหาเล่าเรื่องได้เรียบง่ายทรงพลัง คุณพ่อผู้ทุ่มเทให้ลูกๆวางกฏระเบียบเพราะอยากให้ลูกๆมีชีวิตที่ดีจากความสามารถของพวกเธออดทนฝึกฝน หนังเติมเต็มแรงบันดาลใจให้ผู้ชม ถ้าหากใครคิดว่าตัวเองพบเจอความยากลำบาก เรื่องนี้แหละต้องไปดูครอบครัวผิวสีที่คุณพ่อผลักดันทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อลูกๆอย่างเต็มที่ จุดนี้เองหล่อหลอมทำให้ Venus และ Serena ก้าวมาเป็นขวัญใจอเมริกันชนไม่เว้นแม้แต่คนผิวสีเธอเป็นตัวแทนของนักสู้ที่ใช้กีฬาลบคำสบประมาท

ชิงออสการ์ 6 สาขา

8.Flee

แอนิเมชั่นที่ดัดแปลงมาจากชีวิตจริงของผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถานที่จากบ้านจากเมืองมานานกว่า 30 ปี อามิน นาวาบี (ชื่อสมมติ) หนุ่มชาวอัฟกานิสถานที่ย้อนรำลึกอดีตของเขาในฐานะผู้ลี้ภัยสงครามซึ่งต้องเผชิญความสูญเสียอันซับซ้อน สำหรับเหตุการณ์ช่วงวัยเด็กที่เขายังมีชีวิตสดใสร่าเริงกับครอบครัวในคาบูลนั้น แต่แล้วเมื่ออมูจาฮีดีนยึดอัฟกานิสถานและโจมตีคาบูล ชีวิตอามินก็พลิกผันไปทันที เขาและครอบครัวต้องอพยพลี้ภัยทางการเมืองจากประเทศบ้านเกิดแยกย้ายกระจัดกระจายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กันในหลายประเทศของทวีปยุโรป โดยต้องผ่านความยากลำบากและเสี่ยงอันตรายต่างๆ นอกจากนี้เขายังเป็น LGBTQ+ โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวด้วย การกัดฟันต่อสู้ในฐานะผู้อพยพจากประเทศโลกที่ 3 มันเป็นอะไรที่ยากลำบากเพราะเขาเองต้องยืนหยัดต่อสู้เพียงตัวคนเดียวโดยที่ไว้ใจใครก็ไม่ได้ 

สำหรับ Flee เป็นหนังแอนิเมชั่นที่งดงามซึ้งหดหู่น่าสะเทือนใจที่สุดเรื่องหนึ่งที่หยิบยกชีวิตผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถานมาเล่าเรื่องให้มีความทันสมัยมีภาษาที่สากล เนื้อหาพูดถึงคนที่ต้องดิ้นรนไร้บ้านที่จะอยู่ต้องแสว่งหาประเทศใหม่ แต่ก็ต้องเผชิญความยากลำบากเพราะเป็นคนอพยพ การเล่าเรื่องผ่านแอนิเมชั่นแบบลายเส้นวาด ที่ผสมผสานไปกับฟุตเทจภาพถ่ายจริงๆ สลับกันไปที่ถือว่าเป็นสร้างอรรถรสได้ดี คนที่หนังที่เล่าถึงประเด็นผู้อพยพผู้ลี้ภัย ประเด็นปัญหาสังคมการเมืองหนังเรื่องนี้เล่าไว้ครบเครื่องมาก พอทำเป็นแอนิเมชั่นเลยมีเสน่ห์มาก ภาพวาดแต่ละช็อตแต่ละเฟรมพิถีพิถันปรับโทนทุกอย่างให้ดูง่ายไม่ดาร์คจนเกินไป คนที่ชอบแอนิเมชั่นดูแล้วคงมีความรู้สึกสะเทือนใจแน่ๆ

ชิงออสการ์ 3 สาขา

9.Coda

หนังฟีลกู๊ดคุณภาพที่รีเมคมาจากหนังฝรั่งเศส La Famille Bélier เรื่องราวของ รูบี้ เด็กสาววัย 17 ผู้เติบโตมาในครอบครัวคนหูหนวก เธอคือสมาชิกคนเดียวในบ้านที่ได้ยินปกติ ขณะที่พ่อ แม่ และพี่ชายเธอ ต่างก็เป็นผู้พิการทางการได้ยิน ครอบครัวของรูบี้ทำธุรกิจประมงเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง ซึ่งตัวรูบี้เองได้วางแผนไว้แล้ว ว่าหลังเรียนจบมัธยมจะเข้ามาช่วยธุรกิจเต็มตัว ทว่าเธอค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบในระหว่างเรียนนั้นคือการร้องเพลง ทำให้เธอ เกิดความลังเล ว่าจะช่วยครอบครัวตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ หรือจะวิ่งตามความฝัน เอาดีด้านการร้องเพลง

สำหรับ Coda เป็นหนังคุณภาพที่นำเสนอชีวิตของเด็กสาวที่ต้องเลือกเส้นทางให้ตัวเองในช่วงหัวเลี้ยงหัวต่อซึ่งมันไม่สามารถทำไปได้พร้อมๆกัน เธอทุ่มเทกับครอบครัวมาโดยตลอดเป็นสื่อกลางให้พ่อแม่พี่ชายเพื่อพูดคุยกับคนภายนอก ทว่าเมื่อเธอค้นพบและรู้ว่าชีวิตต้องการอะไรมันเลยทำให้เธอต้องกลับมาคิดทบทวนอีกครั้งว่า จะสานฝันหรือทำเพื่อครอบครัวต่อไป บทหนังผูกประเด็นครอบครัวและสิ่งที่นางเอกอยากจะเป็นได้ยอดเยี่ยม รับรู้ความรู้สึกนึกคิดตัวละครทุกคนไม่ใช่แค่รู้บี้นางเอกของเรื่อง ทำให้เรื่องราวดูเป็นหนังครอบครัวที่น่าดูน่าชม

ชิงออสการ์ 3 สาขา

10.  The Power of the Dog 

ผลงานที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกัน ที่พูดถึงเรื่องราวในปี 1925 ณ รัฐมอนทาน่า ฟิล เบอร์แบงค์ เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ที่บุคลิกท่าทางไม่เป็นมิตรกับผู้คนทำให้ใครต่อใครต่างหวาดกลัว จนกระทั่งการมาของน้องขาย จอร์จ ที่แต่งงานและพาภรรยาและลูกมาอาศัยร่วมกับฟิล แน่นอนว่าเขาไม่ต้อนรับสะใภ้และลูกของน้องชาย เพราะคิดว่าอีกฝ่ายจะมาปลอกลอกสมบัติของครอบครัวเขา แน่นอนว่าฟิล ทำทุกอย่างเพื่อข่มเหงทุกทาง

สำหรับ  The Power of the Dog เป็นหนังดราม่าย้อนยุคที่ออกแนวตีแผ่จิตใจที่ดำมืดอคติของตัวละครที่มีต่อผู้หญิงเพราะเขามีปมในใจที่ปกปิดมาโดยตลอด หนังเล่าเรื่องด้วยตัวละครผู้ชายผ่านเลนส์การเล่าเรื่องของผู้กำกับผู้หญิง ที่ได้เห็นแง่มุมที่แข็งกระด่างของตัวละครและความอ่อนแอในจิตใจ เนื้อหามีความตึงเครยีดและพล็อตเรื่องที่พลิกไปพลิกมาอยากที่จะคาดเดาเนื้อหา คอหนังสายรางวัลเน้นความดราม่าที่ดูจริงจัง แถมบรรยากาศหมนหมืองอีกตั้งหาก

เข้าขิงออสการ์ 12 สาขา