The Beekeeper (2024)

นรกเรียกพ่อ

The Beekeeper Poster
7.5/10

คะแนน
โกดังหนัง

ปมล้างแค้นวางมาได้โคตรดี ได้ฉากแอ็คชั่นเดือดดาลที่มันส์สะใจ คอหนังบู๊ไม่ควรพลาดเด็ดขาด

หมวดหมู่ : Action
สัญชาติ : American
กำกับโดย : David Ayer
ความยาว : 1 ชั่วโมง 45 นาที
นักแสดงนำ : Jason Statham, Josh Hutcherson

คำคมจากภาพยนตร์

"Stealing from an elderly person is like stealing from a child. In some ways it's worse. When someone hurts a child, there are people who care, parents to step in. When someone hurts an older person, they are often left to face the hornets alone."
“ขโมยของจากเงินจากคนแก่ก็เหมือนกับขโมยของจากเด็ก ในบางแง่ก็แย่กว่า เวลามีคนทำร้ายเด็กก็มีคนห่วง มีพ่อแม่คอยเข้ามา แต่เวลามีคนทำร้ายคนแก่ก็มักจะถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว"

เรื่องย่อ

Adam Clay ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ชนบทห่างไกลความเจริญและบ่มเพาะน้ำผึ้งเอาไว้ฉาย เขาเช่าที่ในไร่ของคุณนาย Park หญิงวัยเกษียณ แต่แล้วเธอกลับโดนแก๊งค์ Call Center หลอกลวง ทำให้เงินเก็บสะสมทั้งชีวิตหายไปกับตา สุดท้ายเลยตัดสินใจฆ่าตัวตาย สุดท้าย Adam เลยตัดสินใจงัดทักษะสกิลการสังหารคนออกไปจัดการแก๊งค์ระยำให้สิ้นซาก

หนังเรื่องนี้เหมาะกับใคร

สำหรับ The Beekeeper เป็นงานแอ็คชั่นที่เน้นความมันส์อย่างเดียว ถ้าหากภาคนี้ประสบความสำเร็จก็คงมีเรื่องราวไปต่อได้อีกไกล แน่นอนว่า David Ayer ผู้กำกับจาก Fury ได้จับงานที่งานแอ็คชั่นล้างแค้นที่ถนัดอีกครั้ง ได้ร่วมงานกับนักแสดงสายบู๊อย่าง Jason Statham มาร่วมจอ ดัดแปลงมาจากเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่งที่โดนแก๊งค์ Call Center ไปหลอกลวงเงินจนหมดตัวในเยอรมัน กลายเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ แม้ว่าหนังจะขายคิวบู๊ตามสูตรสำเร็จเดิมๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนังเรื่องนี้เป็นงานแอ็คชั่นแบบฉบับป็อปคอร์นที่เดือดไม่ใช่เล่น

รีวิว / สรุปเนื้อหา

แม้ว่าหนังจะโดนสบประมาทไม่แปลกใหม่ซ้ำซากจำเจ แต่ยอมรับเลยว่าไอเดียตั้งต้นของหนังมันน่าสนใจตั้งแรกอยู่แล้ว การวางพล็อตล้างแค้น โดยมีวายร้ายคือแก๊งค์ Call Center ที่หลอกลวง นี่คือปัญหาใหญ่ที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่เหมือนกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ที่โทรศัพท์ไปหลอกคนโน่นคนนี่จะมีแทบทุกหนทุกแห่ง บทหนังหยิบประเด็นโลกในปัจจุบันมาเล่าตรงประเด็น หลายครั้งเหยื่อก็มักจะเป็นคนสูงอายุคนชรา เพราะเป็นกลุ่มบุคคลทื่หลอกง่าย ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่ไป ไม่เท่าทันเหลี่ยมโจร ล้าหลังไม่ทันโลกยุคใหม่ ใช้โซเชียลมีเดียไม่เป็น เอาเงินเล็กน้อยเข้าไปล่อก็ติดกับดัก มักตกหลุมพรางคนพวกนี้ได้ง่าย ค่อนข้างชอบประเด็นดราม่าที่ตัวละคร Adam Clay เลือกวิธีแบบนี้ไปล้างแค้น ไม่สนใจอะไร ลุยเดี่ยวอย่างเดียว เพราะกฏหมายมักมองข้ามละเลยที่จัดการอาชญากรไซเบอร์อย่างจริงจัง

หนังมาด้วยสไตล์แอ็คชั่นล้างแค้นแบบที่ Jason Statham เล่นเป็นประจำ มันเลยไม่ได้มีลูกเล่นใหม่ๆพลิกแพลง เน้นฉากโหดๆ รัวหมัดไม่มียั้ง ได้ความมันส์สะใจชิบหาย ยิ่งได้ดูในโรง IMAX คุณภาพหนังดีขึ้นทันที แฟนหนังพระเอกสายโล้นคนนี้คงชอบใจได้ดูอะไรที่ตื่นเต้น แต่ในเวลาเดียวกันหนังก็ทำให้เราได้พบว่า Jason มักจะออกมุกเดิมๆในหนังแอ็คชั่นของตัวเอง ชอบปล่อยคาแรคเตอร์หน้านิ่งๆ ทำตัวเท่ห์ๆแบบเดิมๆ มันเลยกลายเป็นว่าหนังไม่ได้เน้นรายละเอียดอะไรเยอะแยะ นอกจากใส่คิวบู๊ไปล่าแก๊งค์ Call Center นรกก็เท่านั้น ภาพที่ออกมาเลยกลายเป็นงานที่ออกแบบมาเพื่อ Jason โดยเฉพาะ วายร้ายก็ดูอ่อนแอปวกเปียก เหมือนเซ็ตมาเพื่อให้รอเวลาโดนอัด ไม่ได้มี Impact อะไรกับหนังมากมาย เมื่อเทียบกับงานแอ็คชั่นล้างแค้นเรื่องก่อนหน้านี้อย่าง Wrath Of Man หรือ Parker ยังมีน้ำมีเนื้อมีลูกเล่นอะไรที่เยอะแยะให้พระเอกคนนี้ได้โชว์ของมากกว่านี้

ด้วยความที่หนังยุคนี้มาในโหมดล้างแค้นซะเยอะ มันเลยกลายเป็นความซ้ำซากจำเจ การดำเนินเรื่องเส้นตรงไร้ความหวือหวาไม่มีความแปลกใหม่ พระเอกเก่งเกินไปทำให้หนังเวอร์เกินไปแถมตัว Jason ก็เล่นหนังสไตล์นี้มาหลายเรื่องแค่เปลี่ยนพล็อตเปลี่ยนโลเคชั่นเปลี่ยนมันเลยทำให้รู้สึกแต่ไม่ได้ว้าว โอเคละความสนุกความมันส์ความโหดเหี้ยมไม่เกรงใจไม่แพ้นักฆ่าคนไหนๆ หนังจึงเลือกเล่าแบบง่ายๆเพลย์เซฟก็เท่านั้น หนังจึงมีบทสรุปแค่ 2 ทางเท่านั้น ถ้าดูแล้วชอบก็คือชอบไปเลย แต่ถ้าดูแล้วเฉยๆก็จะรู้สึกงั้นๆ

เกร็ดจากหนังเรื่องนี้