Mission: Impossible Dead Reckoning Part 1 (2023)

ปฏิบัติการล่าพิกัดมรณะ

Mission: Impossible  Dead Reckoning Part 1 Poster
10/10

คะแนน
โกดังหนัง

ไม่ต้องพูดเกินจริงนี่คือหนังแอ็คชั่นที่บ้าระห่ำแห่งปี Tom Cruise ยกระดับความมันส์เสี่ยงตายได้เหนือความคาดหมาย คาดเดาอะไรไม่ได้ มันสนุกชิบหาย นี่คือหนังที่ควรค่าแก่การดูในโรงอย่างแท้จริง

หมวดหมู่ : Action
สัญชาติ : American
กำกับโดย : Christopher McQuarrie
ความยาว : 2 ชั่วโมง 46 นาที
นักแสดงนำ : Tom Cruise, Hayley Atwell, Rebecca Ferguson

คำคมจากภาพยนตร์

"Your life will alays matter more to me than my own."
"ชีวิตนายสำคัญต่อฉันมากกว่า ชีวิตฉันเสมอ"

เรื่องย่อ

Ethan Hunt กับทีม IMF ของเขา ได้เริ่มปฏิบัติการภารกิจสุดอันตรายที่สุด เพื่อสืบค้นหาอาวุธใหม่ที่น่าเกรงขามและเสี่ยงต่อการคุกคามมนุษยชาติครั้งใหม่ พวกเขาต้องยับยั้งมันก่อนที่จะตกไปอยู่ในมือคนชั่ว โดยมีชะตากรรมของโลกเป็นเดิมพัน อีกทั้งยังมีอำนาจมืดจากอดีตที่แอบซ่อนไว้ขอ Ethan กำลังจะหวนกลับมาอีกครั้ง ทำให้อันตรายครั้งใหม่เกิดขึ้น และเขายังต้องเผชิญหน้ากับศัตรูลึกลับที่ทรงอิทธิพล พร้อมทั้งถูกบีบบังคับให้ติดอยู่ในสถานการณ์ขับคัน ที่ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างภารกิจสำคัญหรือชีวิตของคนที่เขาห่วงใย

หนังเรื่องนี้เหมาะกับใคร

สำหรับ Mission Impossible 7 นั้น น่าจะกลายเป็นหนังสายลับระดับตำนานที่ติดโผหนังยอดเยี่ยมครองใจผู้ชมแน่ๆ มันยกระดับความบ้าบิ่นเหนือกฏเกณฑ์จาก  6 ภาคที่ผ่านมา งานสตั๊นเพื่อให้ได้ฉากแอ็คชั่นเสี่ยงตาย ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ หนังความครบเครื่องในสิ่งที่หนังสายลับควรมีอยู่เกือบครบทุกองค์ประกอบ อีกทั้งยังใส่ฉากแอคชั่นที่สร้างสรรค์มากมาย  โดยที่ไม่ต้องเน้นแค่ฉากยิงกันเพียงอย่างเดียว จนทำให้หนังมีฉากแอคชั่นหลายฉากที่น่าจดจำและชวนลุ้นอยู่ไม่น้อย บทพูดที่ประชัดประชัน เนื้อหาที่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ หนังคืนฟอร์มเก่งสับขาหลอกล่อคนดูไปมา ตอบโจทย์คนดูที่อยากเสพติดงานแอ็คชั่นที่โดนใจแห่งปีมันคงไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง

  • สายหนังแอคชั่นสายลับ
  • สายหนังซับซ้อนซ่อนเงื่อน
  • สายหนังสปายสืบสวน

รีวิว / สรุปเนื้อหา

ถ้าหาก John Wick คืองานแอ็คชั่นที่เน้นศิลปะการต่อสู้หลากหลายแขนงที่งดงามรวดเร็ว MI7 คงกลายเป็นหนังที่พร้อมจะมอบประสบการณ์เสี่ยงตายที่บ้าระห่ำเกินมนุษย์มนา ผ่านผู้ชายวัย 61 ปีที่ไม่เกรงกลัวอันตรายอะไรทั้งนั้น ปีที่แล้ว Tom Cruise มอบประสบการณ์พุ่งทะยานบนฟากฟ้าไปกับ Top Gun Maverick มาเที่ยวนี้เขาค้นหาสูตรที่ลงตัวเดินหน้าท้าทายความตายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ พร้อมผู้กำกับคู่บุญ Christopher McQuarrie ตามหาฉากแอ็คชั่นมันส์ๆแบบที่คนดูต้องการอยากให้เป็น ตัวเอกทำภารกิจเสี่ยงตายเหมือนเป็นสายลับนอกคอที่โดนทางการหมายหัว ทำงานลับๆพลาดไม่ได้เด็ดขาดเพราะอาจถึงตายได้ ภาพของหนังคือการพาคนดูลุ้นไปกับ Ethan Hunt ที่ยืนหยัดต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย นักฆ่ามากมายคนเลวที่โหดเหี้ยมที่โลกทุกวันนี้อยู่ยาก หนังไม่ได้ละเลยหัวใจสำคัญของการภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ตายคอนเซ็ปต์หนัง ยึดโยงหัวใจหลักของซีรีส์ต้นฉบับคือทำงานเป็นทีมที่พระเอกต่อสู้โดยไม่ละทิ้งเพื่อนร่วมทางจนวินาทีสุดท้าย

ความสนุกของหนังเรื่องนี้เหมือนทำให้เรากลับไปสู่บรรยากาศหนังดั้งเดิมคือเล่าเรื่องแบบสักขาหลอกคนดู คาดเดาทิศทางอะไรไม่ได้ซึ่งมันเป็นแบบนั้นจริงๆ Tom Cruise ไม่ได้เน้นขายแค่แอ็คชั่นเสี่ยงตายเน้นความอลังการแบบที่คนดูรอคอย แต่เซ็ตติ้งทุกซีนเรียกว่ามาตราฐานเหนือชั้นกว่าหนังเรื่องอื่นไปแล้ว บทหนังก็พัฒนาได้เท่าทันกับโลกยุคใหม่ เมื่อผู้ร้ายไม่ได้มีปืนมีอาวุธเอาไว้ฆ่ากันอีกแล้ว บางคนแบล็คเมลล์ บางคนใช้ผลประโยชน์เน้นความอยู่รอด วายร้ายโลกยุคใหม่อันตรายซับซ้อน โลกยุคนี้ไว้ใจใครไม่ได้เลยจริงๆ ยิ่งมากภาคเราได้เห็นพัฒนาการของหนังที่หาลูกเล่นใหม่ๆมาเสิร์ฟคนดู ว่ากันว่าโลกแห่งความจริงคนดูกับคนชั่วใกล้เคียงกัน เราดูไม่ออกใครเป็นใครบางทีมันอาจจะจับมือเป็นพวกกันก็ได้ พอหนังมาด้วยวิธีการแบบนี้ผลลัพธ์เลยแหวกแนวทันที การตัดต่อการเล่าเรื่องแต่ละฉากมันสุดมันส์พร้อมมีเพลงประกอบได้อารมณ์ชะมัด หนังไม่ได้เล่นหนักอย่างเดียวแต่มีจังหวะผ่อนคลายมาเป็นระยะ ตัวละครที่มาใหม่ในภาคนี้ค่อนข้างมีอะไรที่น่าจดจำเยอะ เวลาของหนังช่วยได้เยอะหัวขโมยสาวที่กลายเป็นว่าเธอโดดเด่นขึ้นมาทันทีเล่นสายลับตามแทบไม่ทัน หรือจะเป็นวายร้ายที่มาแบบเหลี่ยมจัดฉลาดแยบยลกว่าตัวโกงในภาคก่อนๆ หรือจะเป็นบทพูดที่ภาคนี้ Tom Cruise ไม่ได้ให้นักแสดงอ่านบท แต่เน้นความเข้าใจตัวละครไปเลย สิ่งที่ออกมาทุกตัวละครแสดงออกมาดูเป็นธรรมชาติ คือหนังไม่ได้เน้นแค่ฉากแอ็คชั่น แต่บทพูดก็เชือดเฉือนพอสมควร

นักแสดงนำอย่าง Tom Cruise ทำให้แฟรนไชส์นี้ยืนหยัดด้วยเนื้อหาที่มีความสดใหม่ ไม่จำเป็นต้องดูภาคก่อน คุณก็ดูหนังรู้เรื่อง การแสดงของเขาแทบทุกฉาก ทั้งวิ่ง ทั้งซิ่งมอเตอร์ไซค์ เล่นฉากแอ็คชั่นท้านรก หรือการแสดงดราม่าซีนอารมณ์เรียกว่าเข้าขั้นบ้าบอไปแล้ว พอเรื่องนี้มีตัวละครใหม่เข้ามา เช่น Hayley Atwell ที่ปรากฏตัวภาคแรกก็ขโมยซีนโดดเด่น ไม่ได้มีความสวยแต่ตัวละครเธอยังสื่อสารให้เห็นว่าโลกยุคใหม่ผู้หญิงมีความอันตราย มีความเหลื่อมจัดที่ซุกซ่อนภายในตัวแบบที่คนคาดไม่ถึง กลายเป็นคู่ปรับใหม่ที่เหลี่ยมจัดซับซ้อนเหลือเกิน ต้องชื่นชมเธอที่พลิกคาแรกเตอร์ลบภาพจำเดิมๆจาก Captain Carter ทิ้งไป เธอมีทักษะการแสดงละครเวทีมาก่อน เพราะฉะนั้นเรื่องแสดงหายห่วง การจับคู่กับ Tom กลายเป็นเคมีใหม่ เรียกว่าออร่าของเธอเปร่งประกาย, Esai Morales วายร้ายคนใหม่ที่เปิดตัวได้น่ากลัว มานิ่งๆปั่นป่วนได้ตลอดเวลา หรือจะเป็น Pom Klementieff ที่มาใหม่โหมดนักฆ่าโหดเหี้ยมแตกต่างจากเก่าใน Guardian อย่างสิ้นเชิง การจัดวางตัวละครใหม่และเก่ามาร่วมกันมีเสน่ห์ Vanessa Kirby ที่ออกเยอะขึ้นยังคงสวยรางกับนางพญาไม่มีเปลี่ยน ฉากแอ็คชั่นดีตื่นเต้น การแสดงก็เยี่ยมมันคือกำไรของคนดูจริงๆ และหนังเรื่องนี้มอบประสบการณ์แบบโรงที่ยอดเยี่ยม ดูทีวีที่บ้านไม่มีทางเห็นฉากอันตรายในหนังแน่ๆ

เกร็ดจากหนังเรื่องนี้

  • ฉากขี่มอเตอร์ไซค์โดดหน้าผาความสูง 1,200 เมตร วันที่ถ่ายจริง Tom Cruise กระโดดจากหน้าผารวมทั้งหมด 8 ครั้ง เพื่อให้ได้ภาพเทคที่สมบูรณ์แบบที่สุด
  • Tom Cruise ต้องขึ้นรถมือเดียวกลางกรุงโรม
  • Tom Cruise เลือกจะให้นักแสดงไม่ต้องไปท่องบทหนัง
  • Tom Cruise ปฏิเสธที่จะเล่นฉากเตะท้องเพื่อทำร้าย Pom Klementieff นักแสดงหญิง
  • นี่คือภาพยนตร์ที่ Tom Cruise บอกว่ายากที่สุดในชีวิตเพราะถ่ายทำช่วงโควิด และต้องเปลี่ยนโลเคชั่นไปมา
  • Hayley Atwell เชื่อใจ Tom Cruise เล่นฉากแอ็คชั่นคู่กับเขาด้วย
  • หนังได้งบประมาณสูงถึง 290 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นเงินที่มาจากการยกเลิกโปรเจ็คภาคต่อ World War Z 2
  • Nicholas Hoult ถูกวางตัวให้เล่นบทร้าย แต่ด้วยปัญหาเรื่องคิวถ่ายทำหนังที่ล่าช้าเลยต้องถอนตัวออกไป
  • สนามบินดูไบ เสนอตัวให้ยืมโลเคชั่นถ่ายทำหนังแทนที่สนามบินเบอร์ลินที่ติดปัญหาเรื่องโควิด