Ford V Ferrari (2019)

ใหญ่ชนยักษ์ ซิ่งทะลุไมล์

Ford V Ferrari Poster
9/10

คะแนน
โกดังหนัง

ภาพรวมนี่คือหนังดราม่าที่ดูแล้วโคตรบันเทิง การเก็บรายละเอียดที่หมดจดอิงจากความเป็นจริงทำให้หนังสมจริง ผสมผสานกับการฟาดฟันบทของนักแสดงที่ดูอร่อยเหาะ ไม่มีความน่าเบื่อจนอยากเดินหนีเลยแม้แต่น้อย

หมวดหมู่ : Biography Drama
สัญชาติ : American
กำกับโดย : James Mangold
ความยาว : 2 ชั่วโมง 32 นาที
นักแสดงนำ : Christian Bale, Matt Damon

คำคมจากภาพยนตร์

"We're lighter, we're faster, and if that don't work, we're nastier."
"เราเบาขึ้น เราเร็วขึ้น และหากไม่ได้ผลอีก เราก็น่าสะอิดสะเอียน"

เรื่องย่อ

เรื่องจริงของการแข่งขันชิงความเป็นที่หนึ่งระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ ฟอร์ด และ เฟอร์รารี่ในการแข่งขันรถซิ่งระดับโลก เลอมังส์ เมื่อปี 1966 เมื่อนักออกแบบรถซิ่ง แคร์โรล เชลบี้ และนักซิ่งหัวรั้นอย่าง เคน ไมล์ส ที่ต้องร่วมกันฝ่าฟันทั้งการแทรกแซงขององค์กรใหญ่และกฏของฟิสิกส์เพื่อปฏิวัติวงการเจ้าความเร็วกับสนามแข่งสุดหฤโหดอย่าง Le Mans 66

หนังเรื่องนี้เหมาะกับใคร

สำหรับ Ford v Ferrari เป็นหนังรถแข่งที่ดูสนุกใกล้เคียงกับความจริงมากเมื่อเทียบกับผลงานหนังรถแข่งในตลาดหนัง เนื้อหาเล่าโดยหยิบเรื่องจริงจากประวัติศาสตร์การแข่งขัน Le Mans 1966 24 ชั่วโมง เราสัมผัสได้ถึงความสนุกที่มาด้วยเครื่องยนต์แรงๆ การเข้าโค้งที่ดูแล้วตื่นเต้น เหมือนเราได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในสนามแข่ง สิ่งที่ทำให้ผลงานเรื่องนี้มีคุณภาพ คือการลำดับภาพภาพได้เห็นถึงความพยายามถึงตัวละครที่มีเป้าหมายชัดเจนพาแบรนด์ Ford ล้ม Ferrari หนังเรื่องนี้ไม่ได้เหมาะแค่คนที่ชอบอะไรที่เกี่ยวกับความเร็ว แต่ยังเหมาะกับคนที่มีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จอีกด้้วย

  • สายหนังรถแข่ง
  • สายหนังดราม่า
  • สายหนังสายรางวัล
  • สายหนังที่ชอบหนังที่ดูตื่นเต้น

รีวิว / สรุปเนื้อหา

หนังเล่ามาได้อย่างน่าสนใจของทีมคู่หู แครอล เชลบี้  นักแข่งชาวอเมริกันผู้เคยชนะสนาม Le Mans 24 ปี 1959 ที่หันหลังจากวงการไปเพราะปัญหาสุขภาพ ทำให้เขาต้องหันมาเปิดศูนย์ขายรถยนต์ หาเช้ากันค่ำ กระทั่งการทำธุรกิจที่ผิดพลาดของ Ford ไปเทคโอเวอร์ Ferrari ทำให้ข้อเสนอการฟอร์มทีมรถแข่งขันมาสู้ให้ได้  หนังมันสะท้อนความจริงที่ว่าคนมีเงินมักชอบทุ่มไ่ม่อั้นเวลาโดนดูถูกเพื่ออยากลบคำสบประมาท ขอแค่ว่าเอาชนะเพื่อสะใจคนคนนั้นให้ได้ก็พอ การเฟ้นหาทีมงานของ Ford เพือจะล้ม Ferrari ให้ได้ จำเป็นต้องมีคนเก่งมืออาชีพ มีความกระหายมากพอจนมาลงเอยที่ เคน ไมลส์ แต่ในขณะเดียวกันด้วยภาพลักษณ์ที่ดูไม่ดีส่งผลให้ผู้บริหาร Ford จงใจที่จะดักเล่นงานการทำงานของ เชลบี้ อยู่ตลอดเวลาทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องในส่วนที่ต้องรับผิดชอบ จุดนี้เองหนังสะท้อนในเรื่องของวัฒนธรรมการประจบสอพลอและการมีลำดับขั้นมากเกินไป เป็นตัวบ่อนทำลายองค์กรที่แท้จริง สุดท้ายเมื่อผลงานล้มเหลว ก็โทษคนอื่นไม่กล้ารับผิดชอบ และทีม Ford จึงล้มลุกคลุกคลานในช่วงแรก

หนังเล่าเรื่องการต่อสู้ ความผิดหวัง การเสียสละหลายๆ อย่างกว่าที่ไมลส์จะกลายมาเป็นนักแข่งตัวจริงที่ผู้บริหารฟอร์ดยอมรับโดยไร้ข้อกังขา ในเมื่อพูดไม่เก่งก็เอาคุณภาพที่มีอยู่ในตัวออกมาใช้  ซึ่งเป็นการต่อสู้ของนักแข่งยอดฝีมือหัวขบถ vs ผู้บริหารนักการตลาดที่ไม่ได้รู้เรื่องแข่งรถ คุณจะอินไปกับชีวิตของเคน ไมลส์ นักแข่งที่มีพรสวรรค์ แต่ภาพลักษณ์ห่วยแตกคนนี้ได้แน่นอนฉากการห่ำหั่นอารมณ์ของ Matt Damon และ Christian Bale ทำให้บรรยากาศของหนังสนุกสนานหนังมีมิตรภาพของคำว่าเพื่อนเต็มไปหมด ในช่วงแรก เขาต้องยอมทำตามข้อเรียกร้องของผู้ใหญ่ แต่ต้องมาต่อสู้กับเหตุการณ์ที่ผู้บริหาร Ford เข้ามาแทรกแซง แต่สุดท้ายคนจริงคนทำงานคนที่อยู่กับหน้างานปรับแต่งรถยนต์ คือคนที่เข้าใจมันจริงๆฉากพาประธานฟอร์ดนั่งรถไปให้เห็นของจริงกับความเร็วที่เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้

ไฮไลท์เด็ดคือฉากแข่งรถ ที่เราได้ซึมซับอารมณ์เหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริงทั้งใน เดย์โทนา ของอเมริกา กับ เลอมังส์ ของฝรั่งเศส ซึ่งสองงานนี้เป็นฉากติดกัน การถ่ายทอดการแข่งที่ทำตามเรื่องราวจริงแทบทั้งหมด พาคนดูได้สัมผัสกับมุมมองของนักแข่งที่เหยียบ 200 ไมล์ขึ้นว่าเป็นยังไง หนังตัดสลับการเข้าเกียร์ แตะเบรค อัดแน่นให้คนดูได้เห็นสกิลการขับแทบทุกอย่างมันได้อารมณ์มากเพราะเล่ายาวเกือบ 40 นาที คนจะชอบฉากแข่งขันในหนังเรื่องนี้แน่ๆ

เกร็ดจากหนังเรื่องนี้

  • เดิมทีบทนำจะต้องเป็น Tom Cruise และ Brad Pitt แต่ผู้กำกับคนเดิม Joseph Kosinski ถอนตัวออกไปเพราะงบประมานมากเกินไป
  • หนังใช้เวลาถ่ายทำไปเพียงแค่ 67 วันเท่านั้น
  • หนังเข้าชิงออสการ์ 2020 ไป 4 สาขา และคว้ามาได้ 2 รางวัลตัดต่อยอดเยี่ยมและบันทึกเสียงยอดเยี่ยม