A Quiet Place (2018)

ดินแดนไร้เสียง

A Quiet Place Poster
8/10

คะแนน
โกดังหนัง

หนังที่ใช้ความเงียบออกมาได้เป็นประโยชน์อย่างที่สุด ชวนลุ้นระทึกไปกับการเอาชีวิตรอดในดินแดนไร้เสียง ที่ตื่นเต้นจนคนดูต้องเงียบตาม

หมวดหมู่ :
สัญชาติ : American
กำกับโดย : John Krasinski
ความยาว : 1 ชั่วโมง 30 นาที
นักแสดงนำ : Emily Blunt, John Krasinski, Millicent Simmonds

คำคมจากภาพยนตร์

“I love you. I’ve always loved you.”
“ผมรักคุณ ผมจะรักคุณตลอดไป”

เรื่องย่อ

ครอบครัวหนึ่งประกอบไปด้วย พ่อ แม่ และลูกทั้งสาม ตระกูลแอบอท ที่ต้องใช้ชีวิตกันในโลกที่ล่มสลายจากสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ไม่รู้ที่มาที่ไป แต่จุดเด่นของมันคือความสามารถที่รับรู้เสียงได้เป็นอย่างดี ทำให้ใครก็ตามที่ส่งเสียงหรือทำเสียงดังขึ้นมา ก็จะกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของเจ้าสิ่งมีชีวิตนี้เสมอ ทำให้ครอบครัวนี้จึงต้องอาศัยอยู่ด้วยกันด้วยความเงียบ

หนังเรื่องนี้เหมาะกับใคร

สำหรับ A Quiet Place จะเหมาะมากๆ กับคนที่ชอบหนังสายระทึกขวัญชวนลุ้น หรือหนังประเภทสัตว์ประหลาดอะไรพวกนี้มากๆ เพราะหนังมีกิมมิคที่น่าสนใจนั่นก็คือ “ความเงียบ” ที่ถูกเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อยู่ตลอดทั้งเรื่อง จนคนดูเองก็อดลุ้นจนเงียบตามไม่ได้ และการสื่อสารด้วยความเงียบในหนังก็สร้างความอึดอัดกดดันได้เป็นอย่างดี ทำให้ตลอด 90 นาทีของหนังจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด ชวนอึดอัดว้าวุ่นใจ ทำให้ใครที่ชอบหนังระทึกที่สร้างเงื่อนไข ห้ามส่งเสียง ห้ามมองเห็น ประมาณพวก Bird Box หรือ Don’t Breathe แล้ว นี่ก็จะเป็นอีกเรื่องที่จะมาบีบหัวใจของคนดูเลย

  • สายหนังระทึกขวัญสร้างเงื่อนไข
  • สายหนังเอาชีวิตรอดจากสัตว์ประหลาด
  • สายหนังสัตว์ประหลาด

รีวิว / สรุปเนื้อหา

หากคิดดูแล้ว หนังมีคอนเซปเรื่องที่ง่ายและเจ๋งมากๆ อีกเรื่อง จนน่าแปลกใจว่าเหตุใดถึงยังไม่มีใครหยิบเอาพล็อตแบบนี้มาใช้มาก่อน กับการสร้างโลกที่ “เสียง” กลายเป็นสิ่งอันตราย ที่อาจนำพาความตายมาให้ได้ ด้วยไอเดียตั้งต้นแบบนี้ มันจึงแตกแขนงออกไปเป็นฉากต่างๆ ที่สร้างสรรค์ชวนลุ้นบีบหัวใจได้มากมายกับสิ่งที่ตัวละครจะต้องเผชิญ แต่กลับไม่สามารถใช้เสียงหรืออะไรออกมาได้ ก็ยิ่งเป็นการสร้างความอึดอัดให้กับคนดูมากขึ้นไปอีก ที่ลำพังแค่เอาชีวิตรอดก็ยากแล้ว แต่ยังสื่อสารได้ยากมากในสถานการณ์คับขันต่างๆ ก็ทำให้มันเร่งระดับความตึงเครียดได้มากเลย

แม้ว่าหนังจะเป็นแนวลุ้นระทึกเอาชีวิตรอด แต่ตัวบทหนังก็ไมไ่ด้มุ่งเน้นแต่สร้างความกดดันให้ชวนลุ้นเพียงอย่างเดียว เพราะในแง่ของความเป็นครอบครัวก็ถูกใส่เข้ามาได้เข้มข้นดี ตั้งแต่ในช่วงแรกๆ ที่หนังปูเรื่องให้เราทำความเข้าใจกับความสัมพันธ์กับครอบครัวนี้ ได้รู้จักตัวละคร และปมของพวกเขาที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้า ว่าต้องมีการสูญเสียอะไรไป จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงหลังทีเมื่อคนดูผูกพันกับตัวละครมากเข้าแล้วก็ยิ่งทำให้เราอยากเอาใจช่วยในสิ่งที่แต่ละตัวละครต้องเผชิญ และร่วมลุ้นหนักขึ้นเพราะไม่อยากให้ใครตายเลย

ในส่วนของ Monster ในเรื่อง ก็ดีไซน์ออกมาได้ดี และฉากปรากฏตัวเยอะแบบไม่มีกั๊ก เรียกได้ว่าเราจะเห็นมันแบบตัวเป็นๆ ไม่มีหลบๆ ซ่อนๆ เพราะประหยัดงบ CG หรือหุ่นในแบบหนังเรื่องอื่นๆ อีกทั้งการแสดงของดาราทุกคนในเรื่องทั่งทีมผู้ใหญ่และเด็กก็ทำออกมาได้อย่างดี เพราะในเรื่องนี้ ทุกคนแทบจะไม่สามารถสื่อสารกันด้วยการพูดหรือการใช้เสียงเลย ทุกตัวละครจึงต้องอาศัยการแสดงด้วยท่าทาง และสีหน้า ที่ทำให้เรารู้สึกอึดอัดไปกับพวกเขาเป็นอย่างมาก และส่วนที่ดีที่สุดของหนังที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือ “ความเงียบ” ที่หนังเอามาใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี ดีจนได้มีโอกาสเข้าชิงออสการ์ในสาขาตัดต่อเสียงมาด้วย เพราะทุกความเงียบที่เกิดขึ้นในหนัง ล้วนสร้างความกดดันของคนดูได้เต็มที่จริงๆ

เกร็ดจากหนังเรื่องนี้

  • นับว่าเป็นหนังอุตสาหกรรมครัวเรือนอีกเรื่อง เพราะผู้กำกับ John Krasinski ก็รับบทตัวพระเอกในเรื่องเอง แถมนอกจอ เขาก็ยังเป็นสามีของ Emily Blunt ที่เอามาเล่นเป็นนางเอกด้วย อีกทั้งในบางฉาก เขาก็ยังลงไปเล่นเป็น Monster ในเรื่อง เป็น Motion Capture อีกด้วย เรียกได้ว่า เป็นทุกอย่างให้เธอแล้วจริงๆ
  • จากบทดั้งเดิมของ Bryan Woods และ Scott Beck นั้น มีฉากพูดที่มีเสียงแค่บรรทัดเดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลือไม่มีการพูดคุยกันของตัวละครแบบใช้เสียงอีกเลย แต่ในเวอร์ชั่นที่หนังใช้ออกฉายนั้นก็มีเพียง 25 บรรทัด และกว่าจะเริ่มประโยคแรกนั้นก็ปาเข้าไปถึง 38 นาที