Mission: Impossible Fallout (2018)

มิชชั่น อิมพอสสิเบิ้ล ฟอลล์เอาท์

Mission: Impossible  Fallout Poster
9/10

คะแนน
โกดังหนัง

ไต่ระดับความมันส์ บทหนังลึกลับซับซ้อน ฉากแอ็คชั่นอลังการปมความบ้าระห่ำ งานสร้างสมจริง ตัวละครมีเสน่ห์เหลือเกิน นี่คือสูตรสำเร็จหนังสายลับที่ควรต้องมี

หมวดหมู่ : Action Thriller
สัญชาติ : American
กำกับโดย : Christopher McQuarrie
ความยาว : 2 ชั่วโมง 28 นาที
นักแสดงนำ : Tom Cruise, Rebecca Ferguson, Henry Cavill

คำคมจากภาพยนตร์

"There cannot be peace without great suffering The greater the suffering} the greater the peace."
ความสงบสุขจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากความทุกข์ ยิ่งความทุกข์มาก ความสงบก็ยิ่งมากขึ้น

เรื่องย่อ

ภารกิจปฏิบัติการที่เบอร์ลินล้มเหลวทำให้ พลูโตเนียม หลุดรอดจนเกิดเหตุวินาศกรรมสถานที่สำคัญทางศาสนา อีธาน ฮันต์ จำต้องร่วมงานกับ ออกัส วอล์คเกอร์ ซีไอเอหนุ่มที่เขม่นเขาตั้งแต่แรกพบ แต่ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้พลูโตเนียม อาจทำให้ โซโลมอน เลน ผู้ก่อการร้ายสุดโฉด หลุดรอดการจับกุมไปได้ ทำให้ทาง ซีไอเอ และ ไอเอ็มเอฟ เริ่มสงสัยในความภักดีของ อีธาน ฮันต์ และเขาต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการตามจับวายร้ายสมองเพชรและหยุดหายนะครั้งใหม่ก่อนโลกจะลุกเป็นไฟ

หนังเรื่องนี้เหมาะกับใคร

สำหรับ Mission: Impossible – Fallout กลายเป็นงานแอ็คชั่นสายลับที่มีเทคนิคการเล่าเรื่องงานสร้างที่ดุเดือดยกระดับแฟรนไชส์นี้ไปได้ไกล หนังมาในมุมมองภารกิจสืบสวนสอยสวน มีเส้นเรื่องที่ไม่ซ่ำซากจำเจ คอหนังบู๊ที่ชอบความสมจริง ฉากที่บ้าระห่ำภาคนี้แม่งไปไกลกว่าทุกๆภาค มีความครบเครื่องทั้งบท ปมปัญหา พาร์ทดราม่าก็ดี ตัวละครหลักตัวละครสมทบมีรายละเอียดที่น่าจดจำ กลายเป็นหนังสายลับที่ยังไงก็ต้องหามาดูให้ได้ปูทางรอคอยภาคสุดท้าย หากใครชอบหนังสไตล์สายลับแบบพวก James Bond หรือ ตระกูล The Bourne แล้ว นี่ก็เป็นหนึ่งในสายลับอีกคนในโลกภาพยนตร์ที่น่าจดจำ

  • สายหนังแอคชั่นสายลับ
  • สายหนังซับซ้อนซ่อนเงื่อน
  • สายหนังสปายสืบสวน

รีวิว / สรุปเนื้อหา

สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่านี่เป็นมากกว่าหนังแอ็คชั่นสายลับมีฉากบู๊เยอะแยะตามสไตล์ Tom Cruise มันคือเรื่องของบทหนังของ Christopher McQuarrie ที่ทำให้หนังมีความเด็ดขาดมีลูกเล่นที่มาแบบคาดเดาไม่ถูกว่าจะเล่าเรื่องไปในทิศทางไหนกันแน่ หนังอัดแน่นความสนุก ที่สำคัญคือจุดเด่นของแฟรนไชส์นี้คือการสร้างสรรค์เนื้อหาจบในตอนไม่ต้องดูภาคก่อนก็ดูเนื้อเรื่องเข้าใจได้ไม่ยาก ภาคก่อนดีแล้วนะ ภาคนี้อัดแน่นความบันเทิงทุกวินาทีของหนังมีเรื่องราวให้คิดตามเพียบ มันพลิกไปพลิกมา ทั้งที่ความจริงบทหนังตอนถ่ายทำมีไดอาล็อคแค่ 33 นาที แต่หนังเล่าเรื่องได้น่าสนใจ การวางเรื่องให้อีธาน ฮันต์ ทำงานผิดพลาด อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก มันคือการวัดใจว่าเขาจะเดินเกมอย่างไร ไว้ใจคนแปลกหน้าคนนอกมากน้อยแค่ไหน ความบันเทิงในภาคนี้ คือการสำรวจตัวตนพระเอก เขาเจอความผิดพลาดมาก็เยอะ แต่เขาไม่เก็บเรื่องเหล่านี้มาใส่ใจ เลือกจะทำภารกิจหาตัวคนร้ายซะมากกว่า การยอมไปจับมือกับคนโน่นคนนี่แน่นอนมันทำให้เราได้รู้และเข้าใจว่าโลกนี้โจรและผู้ร้ายอยู่ใกล้กันซะเหลือเกิน

หนังตอบโจทย์ในพาร์ทของแอ็คชั่นภาคที่แล้วว่าบ้าบิ่นบ้าระห่ำแล้ว ภาคนี้สนุกยิ่งกว่าเดิมเหมือนนำส่วนผสมของ Ghost Protocal และ Rogue Nation มาปรุงแต่งให้มีสีสัน หนังทำงานได้สมชื่อกับคำว่าภารกิจเป็นไปไม่ได้ ได้เห็นความมันส์ที่เปลี่ยนแปลงจากการเสี่ยงตาย กลายเป็นความเว่อวังอลังการเจือปนแฟนตาซี ไม่ว่าจะเป็นการขี่มอเตอร์ไซค์ไม่มีสตั๊นแมน ไม่ใส่หมวกกันน็อคในปารีส ที่ต้องงัดทักษะการขับขี่ที่ดีมากๆ ขับขี่สวนทางกับรถยนต์ หรือ การกระโดดร่มจริงๆแบบ Halo ที่ฝึกหนักมากกว่าจะได้ฉากนี่ หรือการเกาะเฮลิค็อปเตอร์ที่เห็นแล้วก็หวาดเสียวเป็นบ้าเลย สิ่งที่ได้กลับมาคือคุณภาพหนังไม่มีดร็อปลงเลย หนังเองไม่ได้มาถึงทางตัน แต่มองหาวิธีการสร้างสรรค์หนังบู๊ใหม่ๆให้ผู้ชมอยู่ตลอดเวลา งานสร้างก็เน้นความสมจริงตามสไตล์ Tom Cruise ที่ก็ลงทุนเล่นเองหมด และได้แผลมาจากการกระโดดข้ามตึกในลอนดอน งานภาพเทคนิคการเล่าเรื่องหนังภาคนี้ชวนตื่นเต้นมันจึงเป็นกำไรของคนดูที่ตามติดแฟรนไชส์นี้จริงๆ

มาพูดกันในพาร์ทของการแสดงกันบ้าง Tom Cruise คงไม่ต้องบอกถึงคุณภาพ เขามีมากกว่าเล่นฉากแอ็คชั่นถ้ามองย้อนกลับไปเราจะพบว่า เขาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมปกป้องเพื่อนร่วมงาน ไว้เนื้อเชื่อใจ หรือการช่วยเหลือคนอื่นทั้งที่รู้จักกันดีไม่พอ หรือการไปจับมือกับกลุ่มองค์กรลึกลับเพื่อให้ได้ซึ่งผลประโยชน์ นี่คือภาคที่สื่อให้เห็นว่าอีธาน ฮันต์ ทำทุกอย่างเพื่อให้งานและภารกิจสำเร็จเท่านั้นโดยจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตัวละครอื่นช่วยให้หนังมีเสน่ห์ไม่ได้เน้นแค่ Tom โดยเฉพาะ Henry Cavill’ ที่เหมาะกับบทคู่ปรับมาก ผู้ชายไว้หนวดไว้เคราแบบที่ไม่คุ้นเคยแถมหุ่นพ่อหมีโดนใจสาวแท้สาวเทียมสาววายเก้งไปเต็ม เมื่อมีตัวละครที่มาท้าทายพระเอก มันเลยทำให้เราได้เห็นว่าคุณภาพการฟาดฟันไม่มีดร็อป ด้าน Rebecca Ferguson ที่ปรากฏตัวในเรื่องจากภาคก่อนเป็นคนประเภทเชื่อใจอะไรไม่ค่อยจะได้ ภาคนี้ดูดุดันเติมคุณภาพในพาร์ทแอ็คชั่นเพศหญิงออกมาดี หรือจะเป็น Vanessa Kirby มาน้อย แต่เสน่ห์เหลือล้นจริงๆ

เกร็ดจากหนังเรื่องนี้

  • Christopher McQuarrie เขียนบทหนังมาแค่ 33 หน้าเท่านั้น
  • Tom Cruise ข้อเท้าหักจากฉากกระโดดข้ามตึกในลอนดอน พักยาว 5 เดือน ทำให้ Christopher McQuarrie มีเวลาเขียนบทหนังเพิ่ม
  • Tom Cruise กระโดดล่มเองด้วยวิธี Halo Jump ฉากปรากฏตัวในปารีส